ข่าววันที่ 11 กันยายน 2555   จำนวนผู้อ่าน 712 คน แบ่งบัน
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕
    
เหตุผลในการประกาศใช้กฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
รถยนต์เป็นสิ่งจำเป็นมากในสังคมยุคนี้ นับเป็นปัจจัยมรา ๕ ของชีวิตแทบจะทุกครัวเรือนจะต้อง
มีรถไว้ใช้สอยอย่างน้อย 1 คัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถบรรทุก หรือแม้แต่รถมอเตอร์ไซค์
เพื่ออำนวยความสะอวดในการดินทาง การติดต่อธุรกิจ
เนื่องจากความเติบโตทางการจราจรดังกล่าวจึงเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุจากรถเพิ่มมาก
ขึ้นอย่างรวดเร็วในแต่ละปี ยังผลให้เกิดความสูญเสียทั้งต่อชีวิต ต่อร่างกาย ต่อทรัพย์สิน รวมทั้งความเจริญ
เติบโตของประเทศ
จากอุบัติเหตุดังกล่าว บางรายต้องเสียชีวิตสูญเปล่า คนชนหายไปอย่างไร้รอย บางรายได้รับค่า
รักษาพยาบาลไม่คุ้มกับที่จ่ายไปและบ่อยครั้งเมื่อรถคันที่ชนหนีไป ผู้พบเห็นก็ไม่กล้าให้ความช่วยเหลือ
เพราะกลัวต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล ทำให้ผู้บาดเจ็บต้องตายหรือพิการต่างๆ ที่อาจจะอาการไม่ร้ายแรง
ขนาดนั้น ถึงมือหมอทันเวลา
ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลให้ความสนใจ และรับรู้ถึงความสูญเสียที่ประเทศจะได้รับจึงออกกฎหมาย
ที่เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว คือ “พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕” และได้ประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๓๕
พระราชบัญญัตินี้ให้อะไรแก่ประชาชน
กฎหมายฉบับนี้ให้ความคุ้มครองความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถ คือ ผู้ซึ่งได้รับอันตราย
ต่อชีวิตร่างกาย หรืออนามัยเนื่องจากรถ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของรถ ผู้ใช้รถ คนโดยสาร คนเดินถนน หรือแม้
แต่คนที่กำลังพักผ่อนอยู่ในบ้าน หากถูกรถชนหรือเฉี่ยวจะเรียกว่า “ผู้ประสบภัยจากรถ” และได้รับความ
คุ้มครองตามกฎหมายนี้ทันที
ความคุ้มครองจะเป็นเฉพาะในส่วนของความเสียหายที่เกิดกับร่างกายหรือชีวิตของผู้ประสบภัย
อันเนื่องมากจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถเท่านั้นไม่รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน คือ หากได้รับ
บาดเจ็บก็จะได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงในวงเงิน
ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท หรือหากเสียชีวิตก็จะได้รับเงินชดใช้ทันที ๕๐,๐๐๐ บาท โดยบริษัทประกันภัยจะเป็น
ผู้จ่ายให้
ผู้เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัตินี้
๑. เจ้าของรถ จะต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับความเสียหายแก่ผู้ประสบภัยจากรถทั้งผู้มี
กรรมสิทธิ์ในรถ, ผู้เช่ารถซื้อรถ หรือ ผู้นำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเป็ยการชั่ว
คราวหากฝ่าฝืนต้องโทษปรับตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ บาท ๕๐,๐๐๐ บาท
๒. ผู้ใช้รถ กฎหมายห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันภัย หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ ๑๐,
๐๐๐ บาท - ๕๐,๐๐๐ บาท
๓. บริษัทประกันภัย ต้องรับประกันภัยรถทุกคันที่มาขอทำประกันภัยกับบริษัทและเมื่อเกิดความ
เสียหายขึ้นเนื่องจากรถ เช่น รถชนคน บริษัทก็ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น เสมอไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้
ประสบภัยหรือไม่
๔. ผู้ประสบภัยจากรถ คือผู้ที่ได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยเนื่องจากรถที่ใช้หรือ
อยู่บนถนน หรือจากสิ่งของที่บรรทุกหรือติดตั้งในรถเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากรดขึ้น ผู้ประสบภัยย่อมเรียกร้อง
ค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทประกันภัยได้ ถ้าบริษัทประกันภัยได้ ถ้าบริษัทไม่จ่ายหรือจ่ายไม่ครบก็
สามารถเรียกร้องให้สำนักงานกองทุนทดแทนจ่ายได้
๕. สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย สังกักรมการประกันภัย มีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับ
กองทุน เพื่อจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถ (เมื่อไม่มีผู้ใดจ่ายให้หรือจ่ายไม่ครบจำนวน)
หลักการสำคัญของกฎหมายนี้โดยสรุป
เจ้าของรถทุกคันต้องจัดให้มีประกันภัยไว้กับบริษัทประกันภัย
รถทุกชนิดที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องยนต์ เช่น รถเก๋ง รถตู้ รถกะบะ รถปิคอัพ รถบัส รถ
บรรทุก รถพ่วง รถมอเตอร์ไซต์ รถอีแต๋น รถแทกเตอร์ รถบดถนน เจ้าของต้องจัดให้มีประกันภัยกับ
บริษัทประกันภัยเพราะไม่ว่าจะเป็นรถประเภทไหนก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้เท่าๆ กัน สำหรับเบี้ยประกัน
นั้นกำหนดไว้แตกต่างกัน โดยคำนึงถึงฐานะของผู้เป็นเจ้าของระ เช่น รถอีแต๋น ประมาณปีละ ๑๐๐ บาท แต่
ความคุ้มครองจะได้รับอย่างทัดเทียมกัน
อย่างไรก็ตามยังมีรถอีก ๔ ประเภทที่ไม่ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหาย
๑) รถส่วนพระองค์ของพระหกษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และรถสำหรับผู้สำเร็จราชการ
แทนพระองค์
๒) รถของสำนักงางานพระราชวัง
๓) รถของส่วนราชการ และรถยนต์ทหาร เช่น กระทรวง ทบวงกรม สุขาภิบาล เป็นต้น
๔) รถอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
บริษัทประกันภัยต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น
ความเสียหายที่คุ้มครองเฉพาะในส่วนที่เกินขึ้นกับชีวิต ร่างกายเท่านั้น โดยแยกออกเป็นค่าเสีย
หายเบื้องต้นและค่าเสียหายส่วฃนที่เกินกว่าความเสียหายเบื้องต้น โดยผู้ประสบภัยยหรือทาบาทจะได้รับต่อ
คน ดังนี้
๑) ค่าเสียหายเบื้องต้น บริษัทประกันภัยต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความ
ผิดถูกในกรณี
๑.๑) บาดเจ็บ จะได้รับค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
ตามที่ได้จ่ายไปจริงไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท
๑.๒) เสียชีวิตทันที จะได้รับค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพ จำนวน
๑๐,๐๐๐ บาท
๑.๓) บาดเจ็บเสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังจากเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล จะ
ได้รับค่าเสียหายพยาบาลไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท และค่าปลงศพอีก ๑๐,๐๐๐ บาท
๒) ค่าเสียหายส่วนที่เกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นค่าเสียหายที่ต้องรอพิสูจน์ก่อนว่าผู้ประสบ
ภัยมีส่วนผิดหรือไม่ ใครผิด-ใครถูก ผู้ประสบภัยหรือทายาทจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายเมื่อรวมกับค่าเสียหาย
เบื้องต้นในกรณี
๒.๑) บาดเจ็บ จะได้รับค่าเสียหายตามความจำเป็นจริง รวมแล้วไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท
๒.๒) เสียชีวิตทันที จะได้รับค่าเสียหายเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท
๒.๓) บาดเจ็บและเสียชีวิตหลังจากเข้ารับการรักษาพยาบาลแล้วได้รับค่าเสียหายรวมเป็น
เงิน ๕๐,๐๐๐ บาท
ในกรณีที่ผู้ประสบภัยเป็นฝ่ายผิด หรือไม่มีผู้ใดรับผิดต่อผู้ประสบภัย จะได้รับการชดใช้เฉพาะค่า
เสียหายเบื้องต้นเท่านั้น
สำหรับค่าเสียหายส่วนที่เกินกว่าที่พระราชบัญญัตินี้ให้ความคุ้มครอง ตามที่กล่าวมาแล้วคือเกิน
กว่า ๕๐,๐๐๐ บาท ผู้ประสบภัยหรือทายาทสามารถเรียกร้องค่าทดแทนความเสียหายได้จากผู้กระทำละเมิด
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
การจ่ายค่าเสียหายให้ผู้ประสบภัยนั้น บริษัทประกันภัย จะยกเอาความไม่สมบูรณ์หรือการฝ่าฝืน
เงื่อนไขของกรมธรรม์ หรือการบอกเลิกกรมธรรม์ การทุจริต หรือประมาทเลินเล่ออย่างร่ายแรงของผู้เอา
ประกันภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นไม่ได้
ค่าเสียหายเบื้องต้นที่ประสบภัยจากรถจะได้รับการชดใช้ทันที
ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นและกฎหมายถือเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นนั้นแยกออกได้เป็น ๓
กรณี คือ
- กรณีบาดเจ็บ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้บาดเจ็บ เช่น ค่ายา ค่าอาหารทางเส้นเลือด ค่าผ่าตัด
ค่าออกซิเจน ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ค่าตรวจ ค่าห้อง ค่าอาหารในโรงพยาบาล และค่าพาหนะที่นำผู้
บาดเจ็บไปโรงพยาบาล ค่ายาหลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้วเป็นต้น แต่ไม่รวมค่าพยาบาลพิเศษ บริษัท
ประกันจะจ่ายให้ตามที่ได้จ่ายจริง
- กรณีเสียชีวิตทันที ได้แก่ค่าใช้จ่ายสำหรับเป็นค่าทำศพ ปลงศพและค่าจัดการศพ เช่น ค่าโลง
ค่าดอกไม้ธูปเทียน ค่าส่งกลับภูมิลำเนา ค่าทำบุญ แก่พระภิกษุที่สวดงานศพ ค่าเช่าเมรุเผาศพ ค่ารถที่ญาต
ผู้ตายเกินทางไปจัดการศพ ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์หนังสือแจกงานศพ ค่าเก็บศพ เป็นต้น โดยค่าเสียหายเบื้อง
ต้นในกณีนี้จะเป็นการเหมาจ่าย จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท เท่ากันทุกคน ไม่ว่าคนรวยคนจน เด็กหรือคนแก่
หญิงหรือชาย คนที่ไม่มีอาชีพใดเลย
- กรณีบาดเจ็บเข้ารักษาพยาบาลและเสียชีวิตในภายหลัง ในกรณีนี้ค่าเสียหายเบื้องต้น ได้แก่ ค่า
ใช้จ่ายต่างๆ ในการรักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท และค่าปลงศพหรือจัดการศพ อีก
๑๐,๐๐๐ บาท รวมแล้วไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท
การเรียกร้องค่าเสียหายของผู้ประสบภัยจากรถ
เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถ ผู้เสียหายสามารถร้องขอให้บริษัทที่รับประ
กันภัยรถคันที่ก่อให้เกิดความเสียหายถือเป็นหน้าที่ที่ผู้ประสบภัยต้องร้องขอโดยมีระยะเวลาในการร้องขอค่า
เสียหายเบื้องต้นภายใน ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่มีความเสียหายเกิดขึ้น ถ้าผู้เสียหายไม่ติดใจเรียกร้องภายใน
กำหนดเวลาบริษัทประกันมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แม้จะเกิดความเสียหายจากรถใน
ระหว่างอายุประกันกี่ครั้งกี่หนก็ตามจนกว่าจะครบจำนวนเงินที่เจ้าของรถเอาประกันภัยไว้
การร้องขอหรือการแจ้งนั้น อาจทำโดยผู้ประสบภัยเอง หรือทายาทเป็นผู้แจ้งก็ได้ หรือจะให้โรง
พยาบาลที่ผู้ประสบภัยเข้ารับการรักษาเป็นผู้แจ้งแทนเพื่อโรงพยาบาลจะได้เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจาก
บริษัทโดยตรงเป็นการตัดภาระของประสบภัยไปได้
เมื่อบริษัทได้รับการร้องขอค่าเสียหายเบื้องต้น ก็จะพิจารณาว่าเป็นความเสียหายที่เกิดขี้นจากรถ
หรือไม่โดยต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำ และผลที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงจากรถ และ
เป็นอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายผู้ประสบภัยเท่านั้น และก็ต้องรีบเร่งตรวจสอบถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นว่า
เกิดจากรถที่ตนรับประกันภัยไว้หรือไม่ จำนวนค่าเสียหายเบื้องต้นที่จะต้องจ่ายมีจำนวนเท่าใด ผู้ร้องขอเป็น
ผู้สิทธิร้องขอหรือไม่ฯลฯ โดยจะต้องรีบตรวจสอบให้เสร็จและจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้ผู้ประสบภัยภายใน
๗ วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้ง
ในกรณีที่ผู้ประสบภัยไม่ทราบบริษัทที่รับประกันภัย รถคันที่ก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น ชน
แล้วหนีหรือบริษัทประกันภัยไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หรือจ่ายให้ไม่ครบ
จำนวน หรือเจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายมิได้จัดให้มีการประกันภัยผู้ประสบภัยสามารถแจ้งขอค่าเสีย
หายเบื้องต้นจากสำนักงานกองทุนทดแทน๓ ซึ่งสำนักงานกองทุนทดแทนก็จะทำการตรวจสอบเบื้องต้น
เช่นเดียวกับบริษัทประกันภัยมีเพิ่มเติมในเรื่อง มีเหตุที่จะต้องจ่ายเงินกองทุนทดแทนหรือไม่ และต้องจ่าย
ภายใน ๗ วัน เช่นกัน
ในการตรวจสอบและจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นดังกล่าว บริษัทหรือกองทุนทดแทนต้องถูกปิดปาก
คือ ไม่ต้องพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายผิด เรียกว่าเป็นการประกันโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด (No Fault
Insurance) บริษัทจะเกี่ยงว่ารอตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนว่าเจ้าของรถที่เอาประกันเป็นฝ่ายผิดหรือไม่ผิดไม่ได้
เลย นับเป็นผลดี เพราะผู้ประสบภัยจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นอย่างรวดเร็วและทันท่วงที โรงพยาบาลที่
รับผู้บาดเข้ารับการรักษาก็จะแน่นอนใจว่าจะได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลอย่างแน่นอน ผู้ประสบเหตุก็กล้าที่
จะช่วยพาผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลโดยไม่ต้องกลัวว่าจะต้องรับผิดชอบ
๓ สำนักงานกองทุนทดแทน สังกัดกรมการประกันภัย ในกรุงเทพฯ จะตั้งอยู่ที่กรมการประกันภัย อาคารพหลโยธินเพลส ชั้น ๑๑ เลขที่ ๔๐๘ ถนน
พหลโยธิน แขวงสามเสนในเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ๑๐๔๐๐ ในต่างจังหวัดจะอยู่ที่สำนักงานพาณิชย์ จังหวัดทุกจังหวัด
ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าผู้ประสบภัยต้องร้องขอค่าเสียหายเบื้องต้นภายใน ๑๘๐ วันนั้น หมายถึง
การร้องขอครั้งแรกต่อบุคคลดังกล่าวแม้ว่าเมื่อร้องขอแล้วเจ้าของรถหรือบริษัทจะปฏิเสธไม่จ่ายค่าเสียหาย
เบื้องต้น หรือจ่ายไม่ครบผู้ประสบภัยจากรถจะได้ร้องขอให้กองทุนทดแทนจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นเกินกว่า
๑๘๐ วัน นับแต่วันที่มีความเสียหายเกิดขึ้นก็ตามมิใช่เรื่องสำคัญ
หลักฐานที่ต้องใช้ในการขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับผู้ประสบภัยจากรถ
๑. ในกรณีบาดเจ็บ ผู้ประสบภัยจากรถจะต้องมีหลักฐาน ดังนี้
๑.๑ ใบเสร็จรับเงินจากโรงพยาบาล หรือใบแจ้งหนี้ค่ารักษาพยาบาล
๑.๒ ใบเสร็จค่ายาเนื่องจากการรักษาพยาบาล
๑.๓ หลักฐานแสดงตน เช่น สำเนาบัตรประจำตัว สำเนาใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
หรือสำเนาหนังสือเดินทาง
๑.๔ ใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เนื่องมาจากการประสบภัยจากรถ
๒. ในกรณีเสียชีวิตทันที ทายาทผู้ยื่นคำขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจะต้องมี
๒.๑ สำเนามรณะบัตร
๒.๒ สำเนาบันทึกประจำวันในคดีของพนักงานสอบสวนหรือตำรวจที่แสดงว่าผู้นั้นถึงแก่
ความตายเพราะการประสบภัยจากรถ
๒.๓ หลักฐานแสดงตน หรือบัตรประจำตัวของทายาทผู้ยื่นคำขอและหลักฐานที่แสดงถึง
การเป็นทายาทโดยธรรม๔ ของผู้ประสบภัยจากรถ เช่น สูติบัตร, หนังสือรับรองการจดทะเบียนรับเด็กเป็น
บุตร, หนังสือจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
๓. ในกรณีบาดเจ็บเข้ารับรักษาพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมาหลักฐานที่ใช้จะเป็นหลักฐานจาก
กรณีบาดเจ็บ และกรณีเสียชีวิตที่กล่าวมาแล้วรวมกัน
สำหรับผู้ที่คิดจะทุจริตหรือ แสดงหลักฐานเท็จ ในการขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นนั้น พระราช
บัญญัตินี้กำหนดโทษไว้สูง และถือเป็นโทษทางอาญาด้วย คือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับ
ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การรับช่วงสิทธิจากผู้ประสบภัยจากรถ ของบริษัทประกันภัยหรือกองทุนทดแทน
เมื่อบริษัทประกันภัยหรือกองทุนทดแทน จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น รวมทั้งค่าเสียหายส่วนที่เกินกว่า
ค่าเสียหายเบื้องต้นตามพระราชบัญญัตินี้ ให้แก่ผู้ประสบภัย หรือทายาทแล้ว ถ้าความเสียหายเกิดจาก
๔ ทายาทโดยธรรม หมายถึง ทายาที่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับมรดกของผู้ตายมี ๖ ลำดับซึ่งแต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังกันดังนี้
๑. บุตร (ผู้สืบสันดาน) ๒. บิตามารด
๓. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๔. พี่น้องร่วมบิดา หรือมารดาเดียวกัน
๕. ปู่ย่าตายาย ๖. ลุง ป้า น้า อา
กล่าวคือ ถ้ามีทายาท ลำดับต้น จะตัดสิทธิทายาทลำดับต่อ ๆ ไป และคู่สมรสของผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ก็จะได้รับสิทธิได้รับมรคกด้วย ถือเป็น
ทายาทโดยชอบธรรมเช่นกัน
๑) บุคคลภายนอก
๒) เจ้าของรถ ผู้ขับขี่ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัยที่จงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
บริษัทประกันภัย หรือกองทุนทดแทน จะเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้ประสบภัยจากรถ ให้ไปเรียบร้อง
เงินที่จ่ายไปจากผู้ก่อให้เกิดความเสียหายจริงได้ โดยฟ้องร้องต่อศาล
จะเห็นได้ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ นับว่าเป็นกฎหมายที่มี
ประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยิ่ง เพราะประชาชนทุกคนที่ได้รับอันตรายจากรถ จะได้รับความคุ้มครองตาม
กฎหมายนี้ทันที


ที่มาจาก www.thethailaw.com
ผู้ประกาศข่าว : Moniter
 
สงวนลิขสิทธิ์โดย กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 กองทัพภาคที่ 3 พ.ศ. 2552
ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ หมู่ 2 ตำบลอรัญญิก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000
copyright © 3rd Army Support Command. All Right Reserved