ข่าววันที่ 04 กันยายน 2555   จำนวนผู้อ่าน 10618 คน แบ่งบัน
กฎหมายป่าไม้ ป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ
    
และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ก) พระราชบัญญัติป่าไม้ ๒๔๘๔
ไม้ในป่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติที่ควรจะรักษาไว้ แต่เนื่องจากมนุษย์มีความจำเป็นที่จะต้อง
ใช้ไม้เพื่อประโยชน์ต่าง ๆ เช่น ใช้สร้างบ้านเป็นที่อยู่อาศัย ถ้าหากปล่อยให้มีการทำไม้โดยมิได้อยู่ใน
การควบคุมโดยถูกต้องย่อมเป็นภัยอันร้ายแรงมาก ดังนั้น รัฐจึงออกกฎหมายป่าไม้ขึ้นมาเพื่อมุ่งที่จะควบคุม
การทำไม้ขึ้น เพื่อสงวนและรักษาป่าไม้อันเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศเอาไว้
๑. ประเภทไม้และการทำไม้
ตามกฎหมายป่าไม้ ได้แบ่งไม้ออกเป็น ๒ ประเภท คือ ไม้หวงห้ามและไม้ที่ไม่ใช่หวงห้าม
(๑) ไม้หวงห้าม หมายถึง ไม้ที่รัฐออกกฎหมายมาควบคุมไว้เป็นพิเศษ มี ๒ ประเภท
- ประเภท ก ไม้หวงห้ามธรรมดา ได้แก่ ไม้ซึ่งการป่าไม้จะต้องได้รับอนุญาตจาก
พนักงานเจ้าหน้าที่หรือได้รับสัมปทานตามกฎหมาย
- ประเภท ข ไม้หวงห้ามพิเศษ ได้แก่ ไม้หายาก หรือไม้ที่ควรสงวนซึ่งไม่อนุญาตให้
ทำไม้ เว้นแต่รัฐมนตรีจะได้อนุญาตในกรณีพิเศษ (พรบ. ป่าไม้ มาตรา ๖)
การที่จะรู้ได้ว่าไม้อะไรเป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ขึ้นทะเบียนท้องที่ใด ทางราชการจะต้องออก
กฎหมายมากำหนดแล้วประกาศให้แก่ประชาชนทราบเรียกว่า “พระราชกฤษฎีกา” เช่น ไม้สักและไม้ยาง
ทั่วไปในราชการอาณาจักรไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก (พ.ร.บ. ป่าไม้ มาตรา ๗) ดังนั้น
ถ้าประสงค์จะตัดมาใช้สอยจะต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อน การขออนุญาตต้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ป่าหรือไม้อยู่ในเขตท้องที่ ผู้ได้รับอนุญาตจะต้องเสียค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตามที่
กฎหมายกำหนด
(๒) ไม้ที่ไม่ใช่หวงห้าม หมายถึง ไม้ที่รัฐมิได้ออกกฎหมายมาควบคุมไว้เป็นพิเศษ ดังนั้น
หากประสงค์ที่จะทำหรือตัดไม้ ไม่ต้องขออนุญาต แต่กฎหมายกำหนดว่าการนำไม้ที่ไม่ใช่หวงห้ามเข้า
เขตด่านป่าไม้ต้องเสียค่าธรรมเนียม เว้นแต่จะนำไปใช้ส่วนตัวภายในเขตท้องที่จังหวัดที่ทำไม้นั้น เช่น
ไม้ยางพารา ไม้มะม่วง ไม้สน ไม้ทุเรียน ต้นหมาก ต้นมะพร้าว เป็นต้น
๒. ของป่าและการเก็บของป่า
(๑) ของป่า หมายถึง บรรดาของที่เกิดหรือมีขึ้นในป่าตามธรรมชาติ คือ
ก) ไม้ รวมทั้งส่วนต่าง ๆ ของไม้ ถ่านไม้ น้ำมันไม้ ยางไม้ ตลอดจนสิ่งอื่นๆ ที่เกิดจากไม้
ข) พืชต่าง ๆ ตลอดจนสิ่งอื่น ๆ ที่เกิดจากพืชนั้น
ค) รังนก ครั่ง รวงผึ้ง ขี้ผึ้ง และมูลค้างคาว
ง) หินที่ไม่ใช่แร่ ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ และหมายความรวมถึงถ่านไม้ที่บุคคลทำขึ้นด้วย
(พ.ร.บ. ป่าไม้ มาตรา ๔)
ของป่าไม้ตามกฎหมายแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ ๑. ของป่าหวงห้าม ๒. ของป่าที่ไม่หวงห้าม
การที่จะรู้ได้ว่าของป่าอย่างใด เป็นของป่าประเภทหวงห้ามในท้องที่ใด ทางราชการจะต้องออกกฎหมาย
ขึ้นมากำหนดและประกาศให้ประชาชนทราบเรียกว่า “พระราชกฤษฎีกา”
(๒) การเก็บของป่า
การที่จะเก็บของป่านั้น เราจะต้องรู้ก่อนว่าเป็นของป่าหวงห้ามหรือไม่ ถ้าเป็นของป่าหวงห้าม
ผู้ใดเก็บของป่าหวงห้าม หรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่ของป่าหวงห้ามในป่าต้องขออนุญาตต่อ
พนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน ซึ่งการขออนุญาตต้องยื่นคำขอโดยใช้แบบฟอร์มตามที่กฎหมายกำหนดต่อพนักงาน
เจ้าหน้าที่แห่งท้องที่ป่านั้นตั้งอยู่ เพื่อพิจารณาและอนุญาต ผู้รับอนุญาตต้องเสียค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย
ถ้าเป็นของป่าที่ไม่ได้หวงห้าม บุคคลใดเก็บหาของป่ามาใช้หรือขายก็ได้ต้องขออนุญาตต่อ
พนักงานเจ้าหน้าที่
๓. การนำไม้และของป่าเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
การที่จะนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ไป กฎหมายได้กำหนดวิธีการเอาไว้กล่าวคือ ถ้าต้องการนำไม้
หรือของป่ากรณีต่อไปนี้
(๑) นำไม้หรือของป่าที่ได้รับอนุญาตให้ทำหรือเก็บออกจากสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาต
(๒) นำไม้ที่ทำโดยไม่ต้องรับอนุญาตไปจากด่านป่าไม้ด่านแรกเคลื่อนที่ต่อไป
(๒) นำไม้หรือของป่าเข้ามาในประเทศ ไปถึงด่านศุลกากรที่นำเข้า
(๓) นำไม้หรือของป่าที่ซื้อมาจากทางราชการไปจากที่ไม้หรือของป่านั้นอยู่ (พ.ร.บ. ป่าไม้มาตรา ๓๘)
ผู้นำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่จะต้องมีใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่กำกับไปด้วย (พ.ร.บ. ป่าไม้
มาตรา ๓๙) การขอใบเบิกทางนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ขอที่กรมป่าไม้จังหวัด พร้อมด้วยบันทึกแสดงชนิด
จำนวน ขนาด ปริมาตร และใบเสร็จที่แสดงว่าไม้หรือของป่านี้ได้เสียค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว
ในการนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่นั้นกฎหมายได้กำหนดห้ามมิให้เคลื่อนที่ผ่านด่านป่าไม้ใน
ระหว่างเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ตกถึงพระอาทิตย์ขึ้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเป็นหนังสือ
(พ.ร.บ. ป่าไม้มาตรา ๔๑)
๔. การแผ้วถางป่า
ป่าไม้เป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติเป็นของราษฎรทุกคน ดังนั้นทุกคนจะต้องช่วยกันรักษาและ
สงวนป่าเอาไว้ กฎหมายป่าไม้จึงห้ามมิให้ผู้ใดครอบครองป่าไว้เป็นของตนเองหรือผู้อื่น และห้ามมิให้ทำการ
แผ้วถางหรือทำลายป่า ผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิด แต่ทางราชการได้ตระหนักถึงความจำเป็นว่า บางครั้งราษฎร
มีความจำเป็นที่จะต้องบุกรุกเข้าครอบครองป่าและทำการแผ้วถางทำลายป่า เพื่อใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูกหรือ
ที่อยู่อาศัยทางราชการจึงออกกฎหมายกำหนดแยกประเภทของป่าเอาไว้ คือ ป่าใดที่ราชการได้จำแนกไว้เป็น
ป่าประเภทเกษตรกรรมราษฎร สามารถเข้าทำการครอบครองและแผ้วถางหรือทำลาย เพื่อใช้เป็นที่เพาะปลูกได้
โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ถ้าป่าใดที่ทางราชการมิได้ออกกฎหมายประกาศว่า เป็นป่าประเภทเกษตรกรรม
ราษฎรคนใดประสงค์ที่จะทำการครองครองแผ้วถางทำลายป่า เพื่อใช้เป็นที่เพาะปลูกจะต้องขออนุญาตต่อ
พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ป่าตั้งอยู่ก่อน (ดู พ.ร.บ. ป่าไม้ มาตรา ๕๔)
ข) ที่ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ๒๕๐๗
เดิมทีเดียวในพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. ๒๔๘๑ ได้จำแนกประเภทป่าไม้ ออกเป็น
๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ
๑. ป่าสงวน
หมายถึงพื้นที่ป่าไม้ที่มีความสำคัญอันดับหนึ่ง ซึ่งจะต้องสงวนเอาไว้ให้เป็นป่าโดยถาวร ได้พื้นที่
ป่าบนและบริเวณเขา ภูเขา ป่าต้นน้ำลำธาร ป่าเลนในจังหวัดชายทะเล พื้นที่ป่าที่กรมป่าไม้จัดเป็นป่าสงวน
สวนรุกขชาติ วนอุทยาน หรือแหลางสัตว์ป่า
ป่าสงวนนี้ต้องเป็นพื้นที่ป่าผืนใหญ่ตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ ขึ้นไป ซึ่งกรมป่าไม้มีแผนการหรือดำเนินการ
จัดเป็นป่าสงวนเพื่อบำรุงรักษา จัดวางโครงการทำไม้ หรือจัดเป็นป่าผูกขาด ป่าสัมปทาน
๒. ป่าคุ้มครอง
หมายความถึงพื้นที่ป่าที่ความสำคัญรองลงมาจากป่าสงวน ซึ่งจะต้องคุ้มครองไว้ตามกฎหมายว่า
ด้วยการคุ้มครองและสงวนป่า
ป่าคุ้มครองได้พื้นที่ป่าเนื้อที่ตั้งแต่ ๑,๐๐๐ ไร่ขึ้นไป แต่ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งมีไม้หรือของป่า
อันมีค่าอยู่พอประมาณ อันควรคุ้มครองไว้เพื่อให้ราษฎรที่มีภูมิลำเนาอยู่ใกล้เคียงป่าได้ใช้สอยไม้และของป่า
ครั้งเมื่อประกาศใช้ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ ๒๕๐๗ ที่ได้ยกเลิก พ.ร.บ. คุ้มครองและสงวนป่า
๒๔๘๑ เสีย กฎหมายฉบับนี้มีป่าสงวนเพียงอย่างเดียว ไม่มีป่าคุ้มครองอีก โดยป่าสงวนและป่าคุ้มครองตาม
กฎหมายเก่าก็ถือว่าเป็นป่าสงวนตามกฎหมายใหม่นี้ด้วย ดังจะเห็นได้จาก พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ ๒๕๐๗
มาตรา ๖ วรรค ๑ ที่ว่า
“ บรรดาป่าที่เป็นป่าสงวนอยู่แล้ว ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและสงวนป่า ก่อนวันที่
พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้”
และในมาตรา ๓๖ ที่เป็นบทเฉพาะกาลมีว่า
“บรรดาป่าไม้ที่เป็นป่าคุ้มครองอยู่แล้วตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและสงวนป่า ก่อนวันที่
พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัตินี้”
ส่วนป่าสงวนที่จะประกาศขึ้นมาใหม่ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ ๒๕๐๗ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๖ วรรค ๒
“เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรกำหนดป่าอื่นใดเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อรักษาสภาพป่า ของป่าหรือ
ทรัพยากรธรรมชาติอื่น ให้กระทำได้โดยออกกฎกระทรวง ซึ่งต้องมีแผนที่แสดงแนวเขตป่าที่กำหนดเป็น
ป่าสงวนแห่งชาตินั้น แนบท้ายกฎกระทรวงด้วย”
หมายเหตุ รัฐมนตรีในที่นี้หมายถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรซึ่งเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ
(พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา ๔, ๕)
มาตรา ๘
“ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มีหลักเขตและป้าย หรือเครื่องหมายอื่นแสดงแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ
ไว้ตามสมควรเพื่อให้ประชาชนเห็นว่าได้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ”
มาตรา ๙
“ให้ปิดประกาศสำเนากฎกระทรวงและแผนที่ท้ายกฎกระทรวงตามมาตรา ๖ วรรคสองหรือมาตรา ๗
ไว้ ณ ที่ทำการอำเภอหรือกิ่งอำเภอท้องที่ที่ทำการกำนันท้องที่ และที่เปิดเผยเห็นได้ง่ายในหมู่บ้านท้องที่นั้น”
ความสัมพันธ์ระหว่างที่ป่า ป่าไม้ถาวร ป่าสงวน
(๑) คำว่า “ป่า” หมายความว่า ที่ดินรวมตลอดถึงภูเขา ห้วยหนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทะเล
สาบ เกาะ และที่ชายทะเลที่ยังมิได้มาตามกฎหมาย(พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ ๒๕๐๗ มาตรา ๔)
(๒) คำว่า ป่าไม้ถาวร ไม่มีบทนิยามไว้ในกฎหมายใด คำนี้มีกล่าวไว้ในกฎหมายหลายฉบับ เช่น
ในประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๕๘ ที่ว่า
“เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรจะให้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ใน
จังหวัดใดในปีใด ให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดจังหวัดที่จะทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่
หรือพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์สำหรับปีนั้น เขตจังหวัดที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไม่รวมท้องที่ทาง
ราชการได้จำแนกให้เป็น เขตป่าไม้ถาวร” คือเขตป่าไม้ถาวรจะเป็นพื้นที่ที่ประกาศออกโฉนดไม่ได้
ป่าไม้ถาวรคือ ป่าไม้ที่คณะรัฐมนตรีได้ลงมติเห็นชอบที่จะให้สงวนแห่งชาติ โดยออกเป็น
กฎกระทรวงตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๖ วรรค ๒ ป่าไม้ชนิดนี้เกิดจากการ
สำรวจเพื่อจำแนกประเภทที่ดินทั่วประเทศ โดยกรมพัฒนาที่ดินเห็นว่า ที่ดินบริเวณใดสมควรทำการเกษตร
ประเภทใด ที่ดินบริเวณใดสมควรสงวนไว้เป็นป่าสงวนแห่งชาติหรือที่ดินบริเวณใด สมควรเพิกถอนจาก
การเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เพราะหมดสภาพการเป็นป่าเสียแล้ว
สรุปง่าย ๆ คือ เมื่อมีมติ ค.ร.ม. ออกมากำหนดป่าใดเป็นป่าถาวรแล้วป่าถาวรนั้นจะตกอยู่ในควบคุม
ดูแลรับผิดชอบของกรมป่าไม้โดยอัตโนมัติ ซึ่งกรมป่าไม้มีหน้าที่นำป่าถาวรนั้นมาจัดเป็นป่าสงวนต่อไป
(๓) คำว่า “ป่าสงวนแห่งชาติ” พ.ร.บ. ป่าสงวนฯ มาตรา ๔ ให้นิยามว่า
“ป่าที่ได้กำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้”
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า คำว่า ที่ป่าธรรมดาจะต้องไม่ใช่ที่ดินของเอกชนแต่จะเป็นที่ดินของรัฐ
ซึ่งตามปกติที่ป่า โดยทั่วไปคือที่ดินรกร้างว่างเปล่า ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอย่างหนึ่ง ผู้ใดจะยก
อายุความขึ้นต่อสู้กับรัฐไม่ได้ (ฎีกา ๙๘๓-๘๖/๒๔๙๔) แต่การควบคุมดูแลไม้บนดินเป็นอำนาจหน้าที่ของ
กรมป่าไม้ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ ๒๔๘๔ ต่อมาเพื่อทางการเอาที่ป่าไม้มาจำแนกเป็นเขตป่าไม้ถาวรก่อน เพื่อจะจำ
ป่าไม้ถาวรมาดำเนินการจัดเป็นป่าสงวนแห่งชาติต่อไป เมื่อกลายเป็นป่าสงวนแล้วก็จะเป็นสาธารณสมบัติ
ของแผ่นดินประเภทที่สงวนหวงห้ามต่อไป
ดังนั้น ป่าสงวนซึ่งมาจากที่ป่าธรรมดา ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ ดังนั้นจะเอาที่ดินของเอกชนที่เขามี
สิทธิครอบครองอยู่แล้วมาดำเนินการจัดเป็นป่าสงวนไม่ได้
ความสัมพันธ์ระหว่างป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ ป่าสงวน
นโยบายป่าไม้แห่งชาติในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๐ -
๒๕๓๔) ได้แบ่งพื้นที่ป่าไม้เป็น ๒ ส่วน คือ
๑. พื้นที่ป่าไม้เพื่อการอนุรักษ์
มีเป้าหมายจะเก็บรักษาไว้ให้ได้ในอัตราร้อยละ ๑๕ ของพื้นที่ประเทศหรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ
๔๘ ล้านไร่ ป่าชายเลนอนุรักษ์ พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ สวนชีวาลัย สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ เป็นต้น
พื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์นี้ รัฐจะดำเนินการป้องกันและรักษาพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างจริงจัง และจะให้เอกชน
เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในบางพื้นที่ โดยไม่มีผลกระทบต่อการอนุรักษ์ป่าไม้
๒. พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ
กำหนดไว้เพื่อการผลิตและของป่าเพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจในอัตราร้อยละ ๒๕ ของพื้นที่
ประเทศคิดเป็นพื้นที่ประมาณ ๘๐ ล้านไร่ เป็นพื้นที่ป่าไม้ที่เหลือจากพื้นที่เก็บรักษาไว้เป็นป่าเพื่อการอนุรักษ์
พื้นที่ป่าเศรษฐกิจจำแนกพื้นที่ที่ถูกบุกรุกและมีสภาพเสื่อมโทรมออกจากพื้นที่ป่ามีสภาพสมบูรณ์
พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่มีความเหมาะสมในการทำการเกษตร จะสนับสนุนให้เอกชนปลูกป่า เพื่อเป็นการปรับ
สภาพดินทดแทนป่าไม้เสื่อมโทรมและเพื่อเสริมรายได้
ป่าสงวนแห่งชาติ อาจนำมาประกาศเห็นป่าอนุรักษ์หรือป่าเศรษฐกิจก็ได้
การนำป่าสงวนแห่งชาติมาประกาศเป็นอนุรักษ์ มีตัวอย่าง เช่น
(๑) พระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณที่ดินป่าสงวนภูกระดึงในท้องที่ตำบลสีฐาน กิ่งอำเภอภูกระดึง
(อำเภอวังสะพุง) จังหวัดเลย ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๕)(ร.จ. เล่ม ๗๕ ตอนที่ ๑๐๔
ฉบับพิเศษ)
(๒) พระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณที่ดินป่าดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๒๑ (ร.จ. เล่ม ๙๕ ตอนที่ ๖๒)
ที่ดินป่าสงวนสามารถนำมาให้ประชาชนทำไม้ได้ ดังนั้นที่ป่าสงวนจึงเป็นป่าเศรษฐกิจได้เช่นเดียวกัน
ดังจะเห็นได้จาก พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา ๑๕ ที่ว่า
“การทำไม้หรือการเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติให้กระทำเมื่อได้รับอนุญาตจากพนักงาน
เจ้าหน้าที่หรือเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประกาศอนุญาตไว้เป็นคราว ๆ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แห่งหนึ่ง
แห่งใดโดยเฉพาะ การอนุญาตให้เป็นไปตามแบบระเบียบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง”
การออกหนังสือสิทธิทำกินในที่ดิน (สทก.) ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
ตามปกติ บุคคลใด ๆ จะเข้าไปยึดถือครอบครองในเขตป่าสงวนแห่งชาติไม่ได้ ทั้งนี้เป็นไปตาม
พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา ๑๔ เดิมที่ว่า
“ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือหรือครอบครองที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า
ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เว้นแต่
(๑) ทำไม้หรือเก็บของป่า ตามมาตรา ๑๕ เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยตามมาตรา ๑๖ กระทำการ
ตามมาตรา ๑๗ ใช้ประโยชน์ตามมาตรา ๑๘ หรือกระทำการตามมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๐
(๒) ทำไม้หวงห้ามหรือเก็บหาของป่าหวงห้ามตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้
ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๔ ต้องรับโทษตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนฯ มาตรา ๑ ที่ว่า
“ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๔ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี จะปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าหมื่นบาท
ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่
(๑) ไม้สัก ไม้ยาง สนเขา หรือไม่หวงห้ามประเภท ข. ตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ หรือ
(๒) ไม้อื่นเป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินยี่สิบต้นหรือท่อน
หรือรวมปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตรหรือ
(๓) ต้นน้ำลำธาร
ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึง
หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท
ในกรณีที่มีคำพิพากษาชี้ขาดว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ ปรากฏว่าบุคคลนั้นได้ยึดถือ
ครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำผิด คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และ
บริวารของผู้กระทำออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ด้วย”
แม้จะมีหลักกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากราษฎรไม่มีที่ทำกิน จึงบุกเข้าไปทำกินและอาศัยอยู่ในเขต
พื้นที่ป่าสงวนโดยผิดกฎหมาย จะทำให้ป่าไม้ของชาติถูกแผ้วถางทำลายเป็นจำนวนมาก อันเป็นผลกระทบ
ต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของรัฐบาลและประเทศชาติเป็นส่วนรวม ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม และ
การเมือง ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมป่าไม้จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์การช่วยเหลือราษฎรที่
บุกรุกในเขตป่าสงวนแห่งชาติและป่าไม้ถาวรของชาติให้มีที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง และจะทำให้กรมป่าไม้
สามารถวางแผนในการปรับปรุงฟื้นฟูสภาพป่าที่ถูกทำลาย การใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่เหลืออยู่
การปรับปรุงดินให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น เกิดผลทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ในที่สุดคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่
๒๘ สิงหาคม ๒๕๒๒ เห็นชอบในหลักการและให้ดำเนินการต่อไปได้ตามที่กรมป่าไม้เสนอ
การดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวได้ยืดเยื้อมา เนื่องจากขาดเงินงบประมาณ ความเดือนร้อน
ของราษฎร ได้ทราบถึงพระเนตร พระกรรณ เป็นเหตุให้มีพระราชดำริโดยกระแสพระราชดำริของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ พระราชทาน ในวันปิดการสัมมนาการเกษตร
ณ สำนักงานเกษตรภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ โดยแนะแนวการปฏิบัติโครงการช่วยเหลือราษฎรให้มีสิทธิ
ทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ หรือพื้นที่ที่ทางราชการได้จำแนกไว้เป็นพื้นที่ป่าไม้ถาวรของชาติ ซึ่งทรงโปรด
ให้ใช้ชื่อย่อว่าโครงการ สทก. ต่อมารัฐบาลได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้เข้าดำเนินการตามโครงการ
สทก. จึงเริ่มในปีงบประมาณ ๒๔๒๕ เป็นต้นมา
โครงการ สทก. จะทำการในป่าสงวนแห่งชาติที่มีสภาพเสื่อมโทรม เฉพาะในส่วนที่เป็นพื้นที่ที่มี
ความลาดชันไม่เกิน ๓๕ องศา มีความเหมาะสมต่อการกสิกรรม และราษฎรได้ทำกินในพื้นที่นั้นอยู่ก่อนแล้ว
ส่วนพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ภูเขาสูงชัน หรือบริเวณทิวทัศน์สวยงามจะอนุรักษ์ไว้ ไม่จัดให้เข้าดำเนินการ
วิธีการดำเนินการนั้น กรมป่าไม้จะทำการสำรวจจำนวนราษฎรที่ทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
โดยการจัดประชุมชี้แจงแก่ราษฎรถึงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการให้สิทธิทำกินและให้ราษฎรยื่นคำขอมีสิทธิ
ทำกินในระยะเวลาที่กำหนดภายหลังจากที่ได้ทำการตรวจสอบสภาพพื้นที่ที่ราษฎรครอบครองอยู่ หากถูกต้อง
ตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดเกี่ยวกับพื้นที่จะทำการรังวัดขอบเขตแปลงที่ดิน พร้อมฝังหลักเขตแสดงแนวแปลง
ที่ดินที่จะให้สิทธิทำกินไว้ด้วย
คุณสมบัติของราษฎรที่ได้รับความช่วยเหลือตามโครงการ สทก. คือ
(๑) ต้องมีสัญชาติไทยและเป็นหัวหน้าครอบครัว
(๒) จะต้องเป็นผู้ไม่มีที่ดินทำกินในแห่งอื่นๆ เป็นของตนเอง ซึ่งเป็นการเพียงพอแก่อัตภาพอยู่แล้ว
(๓) จะต้องไม่เป็นผู้กระทำความผิดอื่นเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยป่าไม้อยู่เป็นประจำ
(๔) จะต้องเป็นผู้ที่ได้เข้าอยู่อาศัยทำกินในป่าสงวนแห่งชาตินั้นมาก่อนวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๕
ลักษณะการให้สิทธิทำกิน อธิบดีกรมป่าไม้โดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดออกหนังสืออนุญาตให้มีสิทธิทำกันชั่วคราวเรียกว่า สทก.๑ มีอายุ
การอนุญาต ๕ ปี ขนาดของพื้นที่สิทธิทำกินต่อ ๑ ครอบครัว จะเท่ากับเนื้อที่ที่ครอบครองอยู่จริงแต่ไม่เกิน
๑๕ ไร่ หากมีความประสงค์จะขอใช้พื้นที่ที่เหลือ ก็ให้ยื่นคำขอนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขต
ป่าสงวนแห่งชาติเห็นการชั่วคราวตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนมาตรา ๑๖
สทก. ๑ มีเงื่อนไขคือ ที่ดินนั้นห้ามนำไปขายหรือให้เช่าหรือโอนสิทธิไปยังผู้อื่น แต่ให้ทอดสิทธิ
ทำกินไปยังทายาทโดยธรรมได้ และห้ามทิ้งที่ดินไว้โดยไม่ทำประโยชน์ในเวลาติดต่อกันเกิน ๒ ปี
หากราษฎรไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขจะถูกเพิกถอนสิทธิทำกิน
เนื่องจากรัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญเกี่ยวกับความจำเป็นในการครองชีพของราษฎร จึงได้ตรา
กฎหมายที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการช่วยเหลือราษฎรให้มีสิทธิทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๒๒ มาใช้บังคับ คือ เพิ่มมาตรา ๑๖ ทวิ และ ๑๖ ตรี และแก้ไขมาตรา ๑๔
ลงใน พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๒๘)
เพื่อให้บรรลุในเจตนารมณ์ดังกล่าว
ราษฎรได้รับ สทก.๑ ไปแล้ว หากปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขจะได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์และ
อยู่อาศัยต่อไปได้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ตามแบบ สทก. ๒) ทั้งนี้ราษฎรผู้ได้รับอนุญาตจะต้องเสีย
ค่าธรรมเนียมอนุญาตตามกฎหมายด้วย
การเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ
ป่าสงวนแห่งชาติที่ได้มีการประกาศแล้วต่อมาถ้ามีความเหมาะสมตามความจำเป็น ก็อาจทำการ
เพิกถอนเสียได้ ทั้งนี้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ ๒๕๐๗ มาตรา ๗ ที่ว่า
“การเปลี่ยนแปลงเขตหรือการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติป่าใด ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
ให้กระทำได้โดยออกกฎกระทรวงและเฉพาะกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนบางส่วนให้มีแผนที่
แสดงตามเนวเขตที่ป่าสงวนที่ได้มีการเพิกถอนดังกล่าวก็จะกลายเป็นป่าปกติคือ เป็นประเภทที่ดินรกร้าง
ว่างเปล่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๐๔ (๑) อีกครั้งหนึ่ง
การนำที่ดินป่าสงวนมาดำเนินการปฏิรูปที่ดินให้ราษฎร
มีหลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดิน ๒๕๑๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๓๒ ที่ว่า มาตรา ๒๖
เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินใช้บังคับในท้องที่ใดแล้ว
“(๑) .........................................
(๒) .........................................
(๓) .........................................
(๔) ถ้าเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อ
เกษตรกรรมในที่ดินส่วนใดแล้ว ให้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวน
แห่งชาติในที่ดินส่วนนั้น และให้ ส.ป.ก. มีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้
โดยไม่ต้องดำเนินการเพิกถอนตามกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ”
ตามกฎหมาย พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเดิม ที่ป่าสงวน ส.ป.ก. ไม่มีสิทธินำมาปฏิรูปที่ดินได้ แต่ตาม
กฎหมายใหม่อนุญาตให้ทำได้
ค) อุทยานแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔
พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ มาตรา ๔ ให้นิยามคำว่าอุทยานแห่งชาติไว้ว่า
“อุทยานแห่งชาติ หมายความว่า ที่ดินที่ได้กำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้”
ส่วนที่ดินที่จะกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาตินั้นเป็นไปตาม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ มาตรา ๖ ที่ว่า
“เมื่อรัฐบาลเห็นสมควรกำหนดบริเวณที่ดินแห่งใดที่มีสภาพธรรมชาติ เป็นที่น่าสนใจให้คงอยู่ใน
สภาพธรรมชาติเดิมเพื่อสงวนไว้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาและรื่นรมย์ของประชาชนก็ให้มีอำนาจกระทำได้
โดยประกาศพระราชกฤษฎีกาและให้มีแผนที่แสดงแนวเขตแห่งบริเวณที่กำหนดนั้นแนบท้ายพระราชกฤษฎีกา
ด้วย บริเวณที่กำหนดนี้เรียกว่า “อุทยานแห่งชาติ”
ที่ดินที่จะกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาตินั้น ต้องเป็นที่ดินที่มิได้อยู่ในกรรมสิทธิ์ หรือครอบครัว
โดยชอบด้วยกฎหมายของบุคคลใดซี่งมิใช่ทบวงการเมือง”
หมายความว่าที่ดินของเอกชนที่เจ้าของมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแล้ว เช่น เป็นที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน
หรือเจ้าของมีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น มี น.ส. ๓ หรือ ส.ค. ๑ โดยชอบ ที่ประเภทนี้
กระทรวงเกษตรฯ จะประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติไม่ได้ แต่ถ้าที่ดินมีโฉนดหรือ น.ส. ๓ อยู่ในครอบครอง
ของทบวงการเมืองใด เช่น เป็นที่ราชพัสดุ และที่นั้นมีสภาพธรรมชาติเป็นที่น่าสนก็จะประกาศเป็นอุทยาน
แห่งชาติได้
ที่ที่ประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ อาจเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ที่สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน
ที่ราชพัสดุหรือที่ป่าสงวนก็ได้ ปัจจุบันอุทยานแห่งชาติมีทั้งหมด ๕๖ แห่งคิดเป็นเนื้อที่ ๒๘,๙๔๕ ตาราง
กิโลเมตร
อุทยานแห่งชาติที่เป็นเกาะหรือหมู่เกาะซึ่งอาจเป็นที่รกร้างว่างเปล่า หรือที่สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน
ตัวอย่าง
(๑) พระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณที่ดินเกาะตะรุเตา เกาะอาดัง เกาะราวี และเกาะอื่น ๆ ใน
ท้องที่ตำบลเกาะสาหร่าย อำเภอสตูล จังหวัดสตูลให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๑๗ (ร.จ. เล่ม ๙๑ ตอนที่
๖๘ ฉบับพิเศษ)
(๒) พระราชกฤษฎีกา กำหนดที่ดินหมู่เกาะอ่างทอง ในท้องที่ตำบลอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย
จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๓ (ร.จ. เล่ม ๙๗ ตอนที่ ๑๗๔ ฉบับพิเศษ)
(๓) พระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณที่ดินหมู่เกาะสุรินทร์ ในท้องที่ตำบลเกาะพระทอง อำเภอ
คุระบุรี จังหวัดพังงา ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๕ (ร.จ. เล่ม ๙๘ ตอนที่ ๑๑๒ ฉบับพิเศษ)
(๔) พระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณที่ดินหมู่เกาะสิมิลัน ในท้องที่ตำบลเกาะพระทอง อำเภอ
คุระบุรี จังหวัดพังงา ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๕ (ร.จ. เล่ม ๙๙ ตอนที่ ๑๒๓ ฉบับพิเศษ)
(๕) พระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณที่ดินเกาะช้าง และเกาะใกล้เคียงในท้องที่ตำบลเกาะช้าง
และตำบลเกาะหมาก อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๕ (ร.จ. เล่ม ๙๙
ตอนที่ ๑๙๗ ฉบับพิเศษ)
อุทยานแห่งชาติที่เดิมเป็นป่าหรือป่าสงวนแห่งชาติซึ่งมีจำนวนมากที่สุด
ตัวอย่าง
(๑) พระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณที่ดินเป็นป่าสงวนภูกระดึง ในท้องที่ตำบลสีฐาน กิ่งอำเภอ
ภูกระดึง ละพุง จังหวัดเลย ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๕ (ร.จ. เล่ม ๗๙ ตอนที่ ๑๐๔ ฉบับพิเศษ)
(๒) พระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณที่ดินป่าดอยขุนตาล ในท้องที่ตำบลปลาดุก อำเภอแม่ทา
จังหวัดลำพูน และตำบลบ้านเอื้อม อำเภอเมืองลำปาง ตำบลเวียงตาล ตำบลวอแก้ว อำเภอห้างฉัตร จังหวัด
ลำปางให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๑๘ (ร.จ. เล่ม ๙๒ ตอนที่ ๕๔ ฉบับพิเศษ)
(๓) พระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณที่ดินป่าดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๒๑ (ร.จ. เล่ม ๙๕ ตอนที่ ๖๒)
(๔) พระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณที่ดินป่าดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ
(ร.จ. เล่ม ๙๗ ตอนที่ ๕๗)
(๕) พระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณที่ดินป่าลานสาง จังหวัดตากให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.
๒๕๒๒ (ร.จ. เล่ม ๙๖ ตอนที่ ๘๐ ฉบับพิเศษ)
การเพิกถอนอุทยานแห่งชาติ
อุทยานแห่งชาติที่ได้มีการประกาศไปแล้ว อาจมีการเพิกถอนได้ โดยอาศัยพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้
เป็นไปตาม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ มาตรา ๗ ที่ว่า
“การขยายหรือการเพิกถอนอุทยานแห่งชาติไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา
และในกรณีที่มิใช่เป็นการเพิกถอนอุทยานแห่งชาติทั้งหมด ให้มีแผนที่แสดงเขตที่เปลี่ยนแปลงไปแนบท้าย
พระราชกฤษฎีกาด้วย”
อุทยานแห่งชาติที่ได้มีการเพิกถอนแล้ว ที่นั้นก็จะกลับกลายมาเป็นที่ดินที่เคยเป็นอยู่มาแต่เดิม เช่น
อุทยานแห่งชาติที่มาจากที่ป่า เมื่อมีการเพิกถอนแล้วก็จะกลายเป็นที่ป่าตามเดิม คือเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า
ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๐๔ (๑) อีกครั้งหนึ่งได้
ง) ที่รักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ที่ดินที่กำหนดให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเดิมปรากฏใน พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.
๒๕๐๓ มาตรา ๑๙ ต่อมาได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ๒๕๓๕ มาตรา ๓๓
ที่ว่า
“เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นสมควรกำหนดบริเวณที่ดินแห่งใดให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าโดยปลอดภัย
เพื่อรักษาไว้ซึ่งพันธุ์สัตว์ป่าให้กระทำได้โดยตรงเป็นพระราชกฤษฎีกา และให้มีแผนที่แสดงแนวเขตแห่ง
บริเวณที่กำหนดนั้นแนบท้ายพระราชกฤษฎีกาด้วย บริเวณที่กำหนดนี้เรียกว่า “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า”
ที่ดินที่กำหนดให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้น ต้องเป็นที่ดินที่มิได้อยู่ในกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิ
ครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินของบุคคลใดซึ่งมิใช่ทบวงการเมือง”
ดังนั้น เจ้าของที่ดินที่มีโฉนดหรือ น.ส. ๓, น.ส. ๓ ก ซึ่งมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบ
ด้วยกฎหมายทางกระทรวงเกษตรจะประกาศที่นั้นเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไม่ได้ ที่ดินที่จะประกาศเขต
รักษาพันธุ์สัตว์ป่าได้ต้องเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ที่พลเมืองใช้ร่วมกัน หรือ
ที่ป่าสงวนก็ได้<                                        
ผู้ประกาศข่าว : Moniter
 
สงวนลิขสิทธิ์โดย กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 กองทัพภาคที่ 3 พ.ศ. 2552
ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ หมู่ 2 ตำบลอรัญญิก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000
copyright © 3rd Army Support Command. All Right Reserved